ประวัติความเป็นมาของต้มยำกุ้ง

ประวัติความเป็นมาของต้มยำกุ้ง
ประวัติความเป็นมาของต้มยำกุ้ง

 

 

     หากกล่าวถึงอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักดีที่สุด เชื่อว่าชื่อของ  ต้มยำกุ้ง  คงขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครหลาย ๆ คนนึกถึง ถือเป็นแกงที่มีครบทุกรสชาติ เต็มไปด้วยสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่ได้ถูกปากแต่ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่คนไทยเองก็นิยมรับประทานแกงนี้กันไม่น้อยเลย แต่ประวัติความเป็นมาของเมนูอาหารนี้กลับมีที่มาที่ไม่ชัดเจนนัก โดยพบบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่กล่าวถึงแกงต้มยำในตำราอาหารสมัยรัชกาลที่ 5 หรือราว ร.ศ. 108 ซึ่งในยุคนั้นมีการกล่าวถึงแต่ต้มยำปลาเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลาน้ำจืดอย่างปลาช่อน และปลาหมอ ซึ่งคาดว่าเนื่องจากคนไทยในสมัยก่อนจะรับประทานแต่วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งปลาเหล่านั้นสามารถหามาประกอบอาหารได้จากแหล่งธรรมชาติใกล้ตัว ในส่วนของกุ้งที่นำมาใส่ในต้มยำนั้นพบเป็นเอกสารบันทึกในปี พ.ศ. 2507 โดย ม.ร.ว.กิตินัดดา กิตติยากรได้ทำเป็นเครื่องเสวยถวายให้กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และองค์ราชินี ซึ่งในช่วงแรกไม่ได้มีการระบุถึงเครื่องเทศหลักอย่างตะไคร้ ข่า หอมแดง และใบมะกรูดแต่อย่างใด คาดว่าหลังจากที่แกงนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นก็ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงรสชาติจนกลายเป็นต้มยำอย่างในปัจจุบัน

 

 

ประวัติความเป็นมาของต้มยำกุ้ง

 

 

คุณประโยชน์ของต้มยำกุ้ง

เนื่องจาก  ต้มยำกุ้ง  มีการใช้เครื่องเทศ และสมุนไพรหลากหลายชนิด ทำให้เมนูอาหารจานนี้มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพนอกเหนือจากรสชาติความอร่อยที่น่าจดจำ ดังนี้

  • กุ้ง กุ้งเป็นอาหารจากแหล่งน้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนและโพแทสเซียมสูง มีรสอร่อย และเมื่อสุกยังมีสีแดงที่ช่วยให้ต้มยำเกิดสีสันน่ารับประทาน
  • เห็ดฟาง มีโปรตีนสูง มีไฟเบอร์ และยังมีวิตามิน เกลือแร่อย่างธาตุเหล็ก สังกะสี ในปริมาณที่สูงเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และมีพลังงานต่ำ และมีเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระอีกด้วย
  • ใบมะกรูด ใบมะกรูดมีกลิ่นหอมที่ช่วยให้อาหารน่ารับประทาน เป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ไอ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี
  • ตะไคร้ มีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ปัสสาวะขัด แก้อาการท้องอือท้องเฟ้อ ปวดเกร็งที่ช่วงท้อง แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ
  • พริกขี้หนูสด สาระสำคัญที่ทำให้พริกมีรสชาติเผ็ดร้อนคือ capsaicin ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เป็นยาขับเสมหะ ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย และรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะความเผ็ดร้อนอาจทำให้เกิดความระคายเคืองของพริกในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ นอกจากนี้พริกยังมีสรรพคุณในการป้องกันหวัด เพราะอุดมไปด้วย betacarotene bioflavonoid และวิตามินซี
  • ผักชี เป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้ ต้มยำกุ้ง มีกลิ่นหอม และมีคุณค่าทางโภชนาการคือใบสดโดยมีโปรตีน ไฟเบอร์ ฟอสฟอรัส เบต้าเคโรทีน ในปริมาณสูง มีสรรพคุณช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับลมขับพิษ บรรเทาอาการหวัด ขับเหงื่อ ลดน้ำตาลในเลือด
  • มะนาว มะนาวมีวิตามินซีสูง ช่วยบรรเทาอาการไอ และอาการเจ็บคอได้

 

 

ประวัติความเป็นมาของต้มยำกุ้ง

 

 

วิธีการทำ ต้มยำกุ้ง

เครื่องปรุงแกงต้มนำ

  • กุ้งแชบ๊วย 6 – 8 ตัว
  • เห็ดฟาง 100 กรัม
  • ตะไคร้บุบแล้วหั่นเป็นท่อน ๆ 20 กรัม (2 – 3 ต้น)
  • รากผักชีบุบ 1 – 2 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีกเอาก้านเส้นใบออก 3 ใบ
  • ข่าหั่นเป็นแว่น ๆ 30 กรัม
  • หอมแดงบุบพอแตก 4 – 5 หัว
  • น้ำต้มกระดูกหมู 300 กรัม
  • พริกขี้หนูสวนบุบปริมาณตามชอบ (ความเผ็ดที่ต้องการ)
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 120 กรัม
  • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบผักชีสำหรับตกแต่ง

 

 

วิธีการทำ

  1. ต้มน้ำต้มกระดูกให้เดือด ใส่เปลือกกุ้ง และรากผักชีบุบลงไป เคี่ยวไฟกลางประมาณ 15 นาที แล้วยกลงมากรองเอาแต่น้ำ เพื่อใช้เป็นน้ำสต็อกสำหรับทำต้มยำ 
  2. นำน้ำสต็อกไปตั้งไฟ ใส่ตะไคร้บุบ หอมแดง ข่า และใบมะกรูดต้มจนเดือด
  3. ใส่เห็ดฟาง พอน้ำเดือดใส่กุ้งรอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา
  4. จากนั้นละลายน้ำพริกเผากับนมข้นจืดเอาไว้ก่อนใส่ลงในส่วนผสมที่กำลังเดือด คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนูบุบพอแตก แล้วปิดไฟ
  5. เติมน้ำมะนาว ตักใส่ชามเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยผักชีเพื่อความสวยงาม

เคล็ดลับความอร่อย

  • การเติมน้ำปลาควรทำในขณะที่น้ำเดือด จะช่วยให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น
  • น้ำน้ำมะนาวควรเติมเมื่อปิดไฟและยกลงจากเตาแล้ว เพราะจะทำให้มีกลิ่นหอม และไม่มีรสขม หรือปร่า